User

ชื่อผู้ใช้
รหัสผ่าน
  ประวัติมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา  

ประวัติมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา

ต้นกำเนิดมหาวิทยาลัย
      มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา สืบเนื่องมาจากโรงเรียนฝึกหัดครูมูลกสิกรรมซึ่งมณฑลนครราชสีมาตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2466 มีขุนศุภลักษณ์ศึกษากร (นายเจียม ศุภลักษณ์) เป็นครูใหญ่คนแรก
      ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 มีการประกาศใช้ พระราชบัญญัติการประถมศึกษา มีสาระสำคัญคือ ให้เด็กทุกคนที่มีอายุ 7 ปีบริบูรณ์ ต้องเรียนหนังสืออยู่ในโรงเรียนจนอายุ 14 ปี จึงมีนโยบายให้ทุกมณฑลจัดตั้งโรงเรียนฝึกหัดครูขึ้น มณฑลนครราชสีมาจึงได้สร้างโรงเรียนฝึกหัดครูที่ด้านตะวันตกของวัดโพธิ์ ตำบลโพธิ์กลาง อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมาในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2465 ซึ่งมีเนื้อที่ประมาณ 50 ไร่ ซึ่งเป็นที่ดินของขุนศุภลักษณ์ศึกษากร บริเวณวิทยาลัยเทคนิคนครราชสีมาในปัจจุบัน โดยทางราชการให้ค่าตอบแทน เป็นเงิน 300 บาท ให้เป็นที่ตั้งของโรงเรียนฝึกหัดครูมูลกสิกรรม มีนักเรียนรุ่นแรกจำนวน 22 คน ตั้งแต่วันที่ 21 พฤษภาคม 2466 ซึ่งถือเป็นวันกำเนิดสถาบัน เนื่องจากมีองค์ประกอบความเป็นสถาบันการศึกษาครบสมบูรณ์ คือมีสถานที่ตั้ง มีอาคารเรียน มีครูอาจารย์ มีนักเรียน โดยมีทะเบียนนักเรียนเล่มแรกเป็นหลักฐาน

สมัยเป็นโรงเรียนฝึกหัดครู (ระหว่าง พ.ศ. 2466 - พ.ศ. 2501)
      ระหว่าง พ.ศ. 2466 ถึง พ.ศ.2501 โรงเรียนฝึกหัดครูมณฑลได้ย้ายสถานที่ตั้งอีกหลายครั้ง และมีชื่อเรียกต่างกันตามสภาวะ ได้แก่ โรงเรียนฝึกหัดครูกสิกรรม โรงเรียนฝึกหัดครูมูลกสิกรรมประจำมณฑลนครราชสีมา โรงเรียนฝึกหัดครูประกาศนียบัตรจังหวัด โรงเรียนฝึกหัดครูโนนวัด โรงเรียนฝึกหัดครูโนนสูง และโรงเรียนฝึกหัดครูนครราชสีมา ดังนี้

โรงเรียนฝึกหัดครูกสิกรรม
      เริ่มดำเนินการสอนในปี พ.ศ. 2466 โรงเรียนฝึกหัดครูกสิกรรมตั้งขึ้น เพื่อสนับสนุนนโยบายส่งเสริมอาชีพกสิกรรม เพื่อผลิตครูที่สามารถสอนด้านการกสิกรรมในโรงเรียนต่าง ๆ โดยออกไปสอนโรงเรียนประชาบาลในสมัยนั้น นักเรียนนั้นรับผู้ที่มีความรู้ตั้งแต่ประถมปีที่ 3 ขึ้นไปเข้าเรียน ใช้เวลาเรียน 2 ปี โดยต้องอยู่ประจำ ส่วนนักเรียนที่จบการศึกษาก็ไปประกอบอาชีพกสิกรรมต่อจากผู้ปกครอง

โรงเรียนฝึกหัดครูมูลกสิกรรม ประจำมณฑลนครราชสีมา
      เริ่มดำเนินการสอนในปี พ.ศ. 2466 เนื่องจากโรงเรียนฝึกหัดครูกสิกรรม ได้เปิดสอนหลักสูตรประโยค ครูมูล จึงเปลี่ยนชื่อจากโรงเรียนฝึกหัดครูมูลกสิกรรม เป็นโรงเรียนฝึกหัดครูมูลกสิกรรม ประจำมณฑลนครราชสีมา นักศึกษาที่จบหลักสูตรนี้จะได้รับวุฒิการศึกษา 2 วุฒิ คือ ผู้ที่มีความรู้ไม่ถึงมัธยมปีที่ 3 เมื่อสำเร็จการศึกษาตามหลักสูตรจะได้วุฒิ ป.มณฑล ส่วนผู้ที่มีความรู้ตั้งแต่ มัธยมปีที่ 3 ขึ้นไป เมื่อสำเร็จการศึกษาตามหลักสูตรจะได้วุฒิประโยคครูมูล

โรงเรียนฝึกหัดครูประกาศนัยบัตรจังหวัด
      เริ่มดำเนินการสอนในปี พ.ศ.2476 โรงเรียนได้เปิดสอนหลักสูตรประกาศนียบัตรจังหวัด โดยรับผู้ที่มีความรู้ตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ขึ้นไป เข้าเรียน ใช้เวลา 2 ปี ต่อมาโรงเรียนยกเลิกหลักสูตรประโยคครูมูลเหลือเพียงหลักสูตร ประกาศนียบัตรจังหวัดนี้เพียงหลักสูตรเดียว ดังนั้นในปี พ.ศ. 2478 จึงเปลี่ยนชื่อโรงเรียนเป็น โรงเรียนฝึกหัดครูประกาศนียบัตรจังหวัด เมื่อสำเร็จการศึกษาตามหลักสูตรจะได้วุฒิประโยคครูประกาศนียบัตรจังหวัด (ว.)
      ในปี พ.ศ. 2477 ขุนศุภลักษณ์ศึกษากร (นายเจียม ศุภลักษณ์) ครูใหญ่ได้ย้ายไปทำงานที่แผนกศึกษาธิการจังหวัดนครราชสีมา และได้ขุนสุบงกชศึกษากร (นายนาก สุบงกช) มาเป็นครูใหญ่แทน เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2477 เป็นผู้บริการท่านที่ 2 ของโรงเรียน

ย้ายโรงเรียนไปอยู่ที่อำเภอโนนวัด
      ในปีพ.ศ. 2481 โรงเรียนฝึกหัดครูประถมกสิกรรม ซึ่งตั้งอยู่ที่อำเภอโนนวัด (อำเภอโนนสูง ในปัจจุบัน) ได้ย้ายไปเปิดสอนที่บ้านแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่ โรงเรียนฝึกหัดครูประกาศนียบัตรจังหวัดจึงได้ย้ายไปใช้อาคารสถานที่ของ โรงเรียนฝึกหัดครูประถมกสิกรรม ในวันที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ.2481 เพราะมีอาคารสถานที่พร้อมมากกว่าที่เดิม เรียกชื่อโรงเรียนว่า "โรงเรียนฝึกหัดครูประกาศนียบัตรจังหวัดนครราชสีมา อำเภอโนนวัด" เรียกย่อว่าโรงเรียนฝึกหัดครูโนนวัด ต่อมาอำเภอโนนวัดได้เปลี่ยนชื่อเป็นอำเภอโนนสูง ในปี พ.ศ. 2482 จึงได้เปลี่ยนชื่อโรงเรียนเป็น โรงเรียนฝึกหัดครูโนนสูง
      ในระหว่าง พ.ศ. 2481 - 2482 ได้เปิดหลักสูตรครูมัธยปีที่ 1 พิเศษ และ มัธยมปีที่ 2 พิเศษ โดยหลักสูตรนี้จะรับนักเรียนที่จบประถมศึกษาปีที่ 4 มาเรียน ถ้าเรียน 1 ปี ได้ มัธยมปีที่ 1 พิเศษ ถ้าเรียน 2 ปี ได้ มัธยมปีที่ 2 พิเศษ ซึ่งจะได้รับเงินเดือนแตกต่างกัน ต่อมาหลักสูตรนี้ถูกปรับใหม่เป็นประกาศนียบัตรครูประชาบาล จะรับผู้ที่เรียนจบประถมศึกษาปีที่ 4 มาเรียน 3 ปี สำเร็จการศึกษา ได้วุฒิประกาศนียบัตรครูประชาบาล (ป.บ.)
      วันที่ 11 กันยายน 2482 ขุนสุบงกชศึกษากร ย้ายไปเป็นครูใหญ่โรงเรียนเกษตรกรรมจังหวัดเลย นายช่วง จันทรมะโน มาเป็นครูใหญ่แทน เป็นผู้บริหารท่านที่ 3 ของโรงเรียน

โรงเรียนฝึกหัดครูมูลโนนสูง
      ในปี พ.ศ. 2485 โรงเรียนเปิดสอนหลักสูรประโยคครูมูล (ป.) อีกครั้ง โรงเรียนจึงกลับไปใช้ชื่อว่า โรงเรียนฝึกหัดครูมูลโนนสูง โดยเปิดสอน 3 หลักสูตร คือ ฝึกหัดครูประชาบาล (ป.บ.) ฝึกหัดครูประกาศนียบัตรจังหวัด (ว.) และฝึกหัดครูมูล (ป.) ในเวลานั้นโรงเรียนฝึกหัดครูมูลโนนสูง เป็นโรงเรียนฝึกหัดครูแห่งเดียวที่เปิดสอนหลักสูตรครูมูล จึงต้องรับนักศึกษาที่ส่งมาจากทุกจังหวัด ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวมทั้งบางจังหวัดในภาคกลาง เช่น สระบุรี ลพบุรี นครนายก เป็นต้น ดังนั้นโรงเรียนฝึกหัดครูมูลโนนสูง จึงถูกเรียกว่า โรงเรียนฝึกหัดครูมูลประจำจังหวัดนครราชสีมา
      ในปี พ.ศ. 2487 กระทรวงศึกษาธิการมีนโยบายขยายหลักสูตรการฝึกหัดครู ให้โรงเรียนฝึกหัดครูมูลประจำจังหวัดนครราชสีมาสอนในระดับที่สูงขึ้น จึงได้เปิดสอนชั้นฝึกหัดครูประถม (ป.ป.) ซึงใช้เวลาเรียน 3 ปี แต่เปิดสอนได้เพียงปีที่ 1 ก็ยุติลงและย้ายนักศึกษาไปเรียนต่อปีที่ 2 ที่ กรุงเทพมหานคร

ย้ายโรงเรียนไปอยู่ที่อำเภอเมืองนครราชสีมา
      โรงเรียนฝึกหัดครูย้ายมาอยู่ที่อำเภอโนนสูง ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2481 จนถึงปี พ.ศ. 2489 เป็นเวลาถึง 9 ปี เริ่มประสบปัญหาจากการที่โรงเรียนตั้งอยู่นอกตัวอำเภอ ห่างไกลตลาด การซื้อข้าวของ หรือเครื่องใช้ไม่สะดวกนัก จึงย้ายกลับมาอยู่ในเขตอำเภอเมือง โดยได้สถานที่ที่เป็นที่ตั้งปัจจุบันของมหาลัย บริเวณทุ่งตะโกราย ตำบลหมื่นไวย อำเภอเมือง (ปัจจุบันเป็นตำบลในเมือง) เนื้อที่ประมาณ 163 ไร่ จึงได้ย้ายโรงเรียนจากโรงเรียนโนนสูง เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2490 แต่ในช่วงเวลาที่ก่อสร้างอาคารเรียนยังไม่แล้วเสร็จ ได้ไปใช้สถานที่ของโรงเรียนเทศบาล 1 (สุขานารี) ซึ่งอยู่ที่ถนนโพธิ์กลาง ตำบลในเมืองนครราชสีมา เป็นที่พักและที่เรียนชั่วคราวเป็นเวลาประมาณ 1 ปี

โรงเรียนฝึกหัดครูนครราชสีมา
      การก่อสร้างอาคารเรียนและที่พักแล้วเสร็จเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2491 จึงได้ย้ายจากโรงเรียนสุขานารี มาใช้บริเวณทุ่งตะโกราย ริมถนนสุรนารายณ์ จนถึงทุกวันนี้ และได้เปลี่ยนชื่อโรงเรียนเป็น "โรงเรียนฝึกหัดครูนครราชสีมา"
      ในปี พ.ศ. 2495 โรงเรียนฝึกหัดครูนครราชสีมา เปิดสอนหลักสูตรประกาศนียบัตร ประโยคประถม (ป.ป.) ซึ่งเป็นหลักสูตรที่รับผู้ที่จบ มัธยมปีที่ 6 เข้าเรียนใช้เวลาเรียน 3 ปี การเปิดหลักสูตรประกาศนียบัตรประโยคครูประถม ถือว่าเป็นเหตุการณ์ที่สำคัญเพราะทำให้โรงเรียนฝึกหัดครูนครราชสีมามีฐานะโรงเรียนฝึกหัดครูชั้นสูงเนื่องจากหลักสูตรนี้ เปิดสอนเฉพาะโรงเรียนฝึกหัดครูในกรุงเทพมหานคร อาทิ โรงเรียนฝึกหัดครูพระนคร โรงเรียนฝึกหัดครูบ้านสมเด็จเจ้าพระยา และโรงเรียนฝึกหัดครูชั้นสูง ประสามิตร เป็นต้น จนถึง ปี พ.ศ. 2497 เปิดสอนหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาการศึกษา (ป.กศ.) แทนหลักสูตรประกาศนียบัตรประโยคครูประถม (ป.ป.)
สมัยเป็นวิทยาลัยครู (พ.ศ. 2502 - 2535)
      ในปี พ.ศ. 2502 โรงเรียนฝึกหัดครูนครราชสีมา ได้รับการยกฐานะเป็นวิทยาลัยครูนครราชสีมา และได้เปิดสอนหลักสูตร ประกาศนียบัตรวิชาการศึกษาชั้นสูง (ป.กศ.สูง) เพิ่มเติม ในช่วงเวลา 33 ปี ของการเป็นวิทยาลัยครูนครราชสีมาจะเป็นช่วงเวลา ที่มีการพัฒนาตนเองให้มีความแข็งแกร่งทางด้านวิชาการมากยิ่งขึ้น โดย เริ่มจากผู้อำนวยการวิทยาลัยครูนครราชสีมาคนแรก คือ นายสุรินทร์ สรสิริ ที่ได้วางรากฐานสำคัญทางวิชาการ ทำให้วิทยาลัยครูนครราชสีมาเป็นวิทยาลัยครูที่มีชื่อเสียงชั้นแนวหน้าของประเทศ ผู้บริหารคนต่อมาได้ดำเนินรอยตามและพัฒนาให้วิทยาลัยมีความแข็งแกร่งทางวิชาการยิ่งขึ้น ผลผลิตจากวิทยาลัยครูนครราชสีมาได้ กลายเป็น กำลังสำคัญทางการศึกษาทุกระดับ โดยเฉพาะผู้บริหารการศึกษาระดับประเทศ

      การยกฐานะจากโรงเรียนฝึกหัดครูเป็นวิทยาลัยครู และโอนกิจการของโรงเรียนการเรือนนครราชสีมา รับนักเรียนมาจากจังหวัดนครราชสีมา สุรินทร์ บุรีรัมย์ และชัยภูมิ เริ่มสอนหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาการศึกษาชั้นสูง (ป.กศ.สูง) เริ่มการเรียนในระบบหน่วยกิจเป็นแห่งแรกในประเทศไทย ต่อมาเริ่มโครงการฝึกหัดครูชนบท โดยได้รับความช่วยเหลือจากองค์การยูเนสโก มีโรงเรียนเข้าร่วมโครงการซึ่งอยู่ในเขตอำเภอต่างๆ ได้แก่ โรงเรียนบ้านด่านจาก "โกศลวัฒนา" โรงเรียนบ้านโคกสวาย โรงเรียนบ้านพังเทียม "คุรุสามัคคี 1" โรงเรียนบ้านสันเที๊ยะ "สุคนธวัฒนา" และโรงเรียนบ้านประคำ "คุรุรัฐประชาสรรค์" และในปี พ.ศ. 2506 ได้เพิ่มโรงเรียนบุสายออ อีกหนึ่งโรงเรียน นักศึกษาที่ไปฝึกสอนเป็นนักศึกษาประกาศนียบัตรวิชาการศึกษา ชั้นปีที่ 2 โดยที่นักศึกษาต้องพักอยู่ในชุมชน เรียนรู้จากชุมชนในด้านต่างๆ เช่นการฝึกทำนา หรือเกี่ยวข้าว การเรียนรู้ในการอยู่ร่วมกัน รวมถึงการแบ่งเวรทำหน้าที่ต่างๆ ในการใช้ชีวิตประจำวัน ส่วนอาจารย์นิเทศ ก็จะหมุนเวียนกันไปดูแล ให้คำแนะนำด้านวิชาการรวมทั้งการไปนอนค้างกับนักศึกษาในแต่ละหน่วยฝึกสอนตามโอกาส โครงการฝึกหัดครูชนบทจึงเจริญก้าวหน้าประสบความสำเร็จมาก

มีการแข่งขันฟุตบอลประเพณีชิงโล่พระราชทาน
      การที่วิทยาลัยครูและวิทยาลัยเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นสถาบันการศึกษาที่อยู่ติดกัน ได้มีการจัดแข่งขันฟุตบอลระหว่างกันมาตั้งแต่ พ.ศ. 2500 โดยริเริ่มจากอาจารย์เตรียม ทิพวงศา และอาจารย์ สุวัฒน์ พินิจพงศ์ ในปี พ.ศ. 2502 ได้ขอพระราชทานโล่จากพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณต่อทั้งสองสถาบัน เพราะเป็นโล่พระราชทาน ให้กับสถาบันอุดมศึกษาในส่วนภูมิภาคเพียงแห่งเดียว การแข่งขันฟุตบอลประเภทณีชิงโล่พระราชทานจึงเป็นงานสำคัญของสองสถาบัน นักศึกษาทุกคนจะร่วมงานด้วยความภาคภูมิใจ แม้ศิษย์เก่า ที่สำเร็จการศึกษาไปแล้วก็จะกลับมารวมกลุ่มกันในวันนี้ งานฟุตบอลประเพณีชิงโล่พระราชทานจึงสืบต่อมาจนถึงทุกวันนี้
สมัยเป็นวิทยาลัยครู (พ.ศ. 2502 - 2535)
      ในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2507 เวลา 15.30 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถได้ เสด็จทอดพระเนตรกิจการของวิทยาลัยครูนครราชสีมา และนิทรรศการโครงการฝึกหัดครูชนบท และทรงประทับฟังการอภิปรายหน้าพระที่นั่ง เรื่อง การฝึกหัดครูชนบท โดยอาจารย์ สุรินทร์ สรสิริ เป็นผู้ดำเนินการอภิปราย มีผู้ร่วมอภิปราย คือ อาจารย์พจน์ ธญญขันธ์ รศ.ชุ่มเมือง โคตรฉิน และนักศึกษาสองคน ใช้เวลาในการอภิปราย 40 นาที ก่อนเสด็จพระราชดำเนินกลับ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีกระแสพระราชดำรัสกับอาจารย์สุรินทร์ สรสิริ ว่า "ช่วยให้นักศึกษาสอบผ่านได้ขึ้นด้วย"
      ในปี พ.ศ. 2513 เริ่มผลิตครูหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาการศึกษา (ป.กศ.) ภาคนอกเวลา โดยเรียนวันจันทร์ - วันศุกร์ เวลา 15.00 - 21.00 น. และ เสาร์ - อาทิตย์ เต็มวัน ใช้เวลาเรียน 3 ปี
      พ.ศ. 2515 เริ่มผลิตครูประกาศนียบัตรวิชาการศึกษาชั้นสูงภาคนอกเวลาใช้เวลาเรียน 2 ปีครึ่ง
      พ.ศ. 2517 เปิดสอนระดับปริญญาตรี หลักสูตรการฝึกหัดครูระดับปริญญาตรี ของสภาการฝึกหัดครู สาขาที่เปิดสอนคือ วิทยาศาสตร์ทั่วไป รับนักศึกษา 1 ห้องเรียน จำนวน 19 คน นับเป็นก้าวสำคัญเข้าสู่ความเป็นสถาบันอุดมศึกษาในท้องถิ่น
      พ.ศ. 2518 พระราชบัญญัติวิทยาลัยครู พ.ศ. 2518 วิทยาลัยครูนครราชสีมาจึงได้รับยกย่องฐานะเป็นสถาบันอุดมศึกษา โดยมีคณะวิชา 3 คณะ ประกอบด้วย คณะวิชาครุศาสตร์ คณะวิชามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ คณะวิชาวิทยาศาสตร์ และขยายการผลิตครูในระดับปริญญาตรี วิชาเอกต่าง ๆ เพิ่มขึ้น
      พ.ศ. 2520 วิทยาลัยครูนครราชสีมา ได้เสนอโครงการฝึกอบรมครูและบุคลากรทางการศึกษาประจำการ (อคป.) เป็นแห่งแรก โดยดำเนินการทั้งระดับครุศาสตรบัณฑิต (ค.บ.) ประกาศนียบัตรวิชาการศึกษาชั้นสูง (ป.กศ.ชั้นสูง) และประกาศนียบัตรวิชาการศึกษา (ป.กศ.) เพื่อให้ครูในจังหวัดนครราชสีมาและชัยภูมิเข้ามาเรียนเพื่อเพิ่มความรู้ รวมทั้งต่อมาได้ทำโครงการอบรมครูที่ยังไม่มีวุฒิครู
      พ.ศ. 2526 วิทยาลัยครูนครราชสีมา ได้รับผิดชอบโครงการส่งเสริมคุณภาพการศึกษา โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน เพื่อส่งเสริมคุณภาพการเรียนการสอน โรงเรียนในถิ่นทุรกันดาร โดยรับผิดชอบโรงเรียนในเขตตำบลศรีสุข อำเภอสีชมพู จังหวัดขอนแก่น
      พ.ศ. 2527 กระทรวงศึกษาธิการประกาศจัดตั้งวิทยาลัยชุมชนขึ้นในวิทยาลัยครูนครราชสีมาเป็นครั้งแรกในประเทศไทย เรียกว่า วิทยาลัยนครราชสีมา โดยเปิดสอนหลักสูตร ประกาศนียบัตรเทคนิคการอาชีพ (ปทอ.) สอนใน หลักสูตร คอมพิวเตอร์ ธุรกิจ โรงแรม และอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ทำให้เกิดการซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ชุดแรก จำนวน 11 เครื่อง
      พ.ศ. 2527 พระราชบัญญัติวิทยาลัยครูฉบับที่ 2 อนุญาตให้สามารถผลิตบัณฑิต สาขาวิชาชีพอื่นที่ไม่ใช่วิชาชีพครูได้ วิทยาลัยครูนครราชสีมาจึงได้จัดตั้งคณะวิทยาการจัดการ ใน พ.ศ. 2528 และเปิดการเรียนการสอนในปีการศึกษา 2529 โดยมีการเปิดสอนตามหลักสูตรสภาฝึกหัดครู อาทิ ประกาศนียบัตรวิชาการศึกษาชั้นสูง ปริญญาตรีหลักสูตร 4 ปี ปริญญาตรีหลักสูตร 2 ปี ในหลายวิชาเอก อาทิ วิชาเอกภาษาไทย สังคมศึกษา วิทยาศาสตร์ทั่วไป เกษตร พลศึกษา อุตสาหกรรม คหกรรมศาสตร์ ศิลปศึกษา ประถมศึกษา บรรณารักษ์ เคมี ชีววิทยา ฟิสิกส์ เป็นต้น

      พ.ศ. 2528 เกิดการก่อตั้งสหวิทยาลัยอีสานใต้ ตามข้อบังคับว่าด้วยการจัดกลุ่มวิทยาลัยครูออกเป็นสหวิทยาลัย สหวิทยาลัยอีสานใต้ จึงเป็นการรวมกลุ่มวิทยาลัยครูนครราชสีมา วิทยาลัยครูอุบลราชธานี วิทยาลัยครูสุรินทร์ และวิทยาลัยครูบุรีรัมย์ โดยมีสำนักงานอยู่ในวิทยาลัยครูนครราชสีมา
      พ.ศ. 2529 โครงการ อ.ค.ป. ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่ พ.ศ. 2521 ได้เปลี่ยนมาเป็นโครงการ จัดการศึกษาสำหรับบุคลากรประจำการ (กศ.บป.) เพื่อให้สามารถผลิตบัณฑิตสาขาวิชาชีพอื่นนอกจากวิชาชีพครู และเปลี่ยนเป็นโครงการการศึกษาเพื่อปวงชน (กศ.ปช.) ในปี พ.ศ. 2539
      พ.ศ. 2530 การสร้างลานธรรมเฉลิมพระเกียรติ ในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมายุครบ 60 พรรษา ที่บริเวณหอประขุมเก่าซึ่งเป็นสถานที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เคยประทับฟังการอภิปรายหน้าพระที่นั่งเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2507

สมัยเป็นสถาบันราชภัฏนครราชสีมา (พ.ศ. 2535 - 2546)
      พ.ศ. 2535 วันที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2535 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานนามวิทยาลัยครูทั่วประเทศเป็นสถาบันราชภัฏ กระทรวงศึกษาธิการได้เสนอร่างพระราชบัญญัติสถาบันราชภัฏ ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2538 สมัยสถาบันราชภัฏนครราชสีมา เป็นความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญอีกก้าวหนึ่งที่จะพัฒนาตัวเองไปสู่ความเป็นมหาลัยอย่างเต็มรูปแบบ อธิการบดี 4 ท่าน นับตั้งแต่ผศ.ดร.สมศักดิ์ ทองงอก ผศ.อุทัย เดชตานนท์ รศ.เชิดชัย โชครัตนชัย และ ผศ.ดร.เศาวนิต เศานานนท์ ได้นำพาสถาบันพัฒนาทั้งด้านอาคารสถานที่ การบริหารและการจัดการเรียนการสอนโดยมุ่งเน้นคุณภาพนักศึกษาทั้งด้านความรู้ และด้านคุณธรรม ความเปลี่ยนแปลงในหลายด้าน
      พ.ศ. 2541 สถาบันราชภัฏนครราชสีมา เปิดสอนในระดับปริญญาโทเป็นครั้งแรก ในสาขาวิชาบริหารการศึกษาก้าวสู่การเป็นมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
      พ.ศ. 2547 พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยราชภัฏ จึงได้เปลี่ยนสถานภาพเป็นมหาวิทยาลัยราชภัฏ ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2547 โดยมี ผศ.ดร.เศาวนิต เศานานนท์ เป็นอธิการบดี คนแรก

สถานที่ตั้ง

          1. มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา มีพื้นที่ทั้งมด 174 ไร่ 3งาน 41 ตารางวา ตั้งอยู่ที่ 340 ถนนสุรนารายณ์ ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา 30000 หมายเลขโทรศัพท์ 044-009009 โทรสาร 044-244739
          2. ศูนย์ฝึกปฏิบัติงานด้านการเกษตร 100 ไร่ ตั้งอยู่ที่ ตำบลโพธิ์กลาง อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา
          3. สถาบันวิจัยไม้กลายเป็นหินและทรัพยากรธรณีภาคตะวันออกเฉียงเหนือเฉลิมพระเกียรติ ตั้งอยู่ที่ 184 ถนนมิตรภาพ-หนองปิง หมู่ที่ 7 บ้านโกรกเดือนห้า ตำบลสุรนารี อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา

ปรัชญา วิสัยทัศน์ พันธกิจ เป้าหมาย คุณลักษณะของบัณฑิตที่พึงประสงค์

ปรัชญา          แหล่งวิชาการ สร้างสรรค์คนดี มีคุณธรรม นำสังคม
วิสัยทัศน์          เป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำของอาเซียน ด้านการพัฒนาท้องถิ่นสู่มาตรฐานสากล
พันธกิจ           1. ผลิตบัณฑิตที่สำนึกดี มีความรู้ และสามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง ของสังคมโลก
2. ผลิตและพัฒนาครูมืออาชีพ
3. วิจัย สร้างองค์ความรู้ พัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมบนพื้นฐานของ ภูมิปัญญาไทยและสากล
4. เสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนสู่การยอมรับในระดับสากล
5. สืบสานศิลปวัฒนธรรมของชาติและสร้างสรรค์คุณค่าภูมิปัญญาท้องถิ่น ก้าวไกลสู่สากล
6. บริหารจัดการภายใต้การกำกับดูแลกิจการที่ดี
 
  มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
340 ถ.สุรนารายณ์ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.นครราชสีมา 30000
โทรศัพท์ : 0-4400-9009,0-4435-5321-2 ต่อ 1511, 1550 โทรสาร 0-4424-4739
Copyright © 2015 - All Rights Reserved - develop by Dr.Sangpetch Prachai and Mr.Sarayut Neankratok